ผู้เขียน หัวข้อ: มาทำความรู้จักกับภาพถ่ายแนว Documentary กันสักนิดก็ดีนะครับ BY น้าอ๋า Arnold_A1  (อ่าน 6457 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Text

  • Global Moderator
  • *****
  • กระทู้: 18688
  • เพศ: ชาย
  • It's out of my controlFlying at the speed of light
Documentary Photography (1)

ภาพถ่ายสารคดี (1)
บทความ โดย ภูมิกมล ผดุงรัตน์
article by Poomkamol Phadungratna

(ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารณัฐนลิน / แก้ไขสำหรับหนังสือศิลปะภาพถ่ายและภาพยนตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัย ฯ ปี 2548 / แก้ไขล่าสุดสำหรับ photo-history253 ปี 2550 )

ภาพถ่ายสารคดีบันทึกเหตุการณ์ตามความเป็นจริงอย่างตรงไปตรงมา
งานภาพถ่ายเชิงสารคดีครอบคลุมหลากหลายประเภท
มิได้จำกัดแค่ภาพถ่ายเกี่ยวกับชีวิตและสังคมเท่านั้น ภาพถ่ายสถาปัตยกรรม
ภาพถ่ายทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ ภาพถ่ายธรรมชาติ ภาพถ่ายเชิงมานุษยวิทยา
ภาพถ่ายเดินทาง ท่องเที่ยว ภาพถ่ายทางดาวเทียม ล้วนแต่เป็นงานภาพถ่ายเชิงสารคดีทั้งสิ้น
วัตถุประสงค์หลักของภาพถ่ายประเภทนี้คือ
การบันทึกหลักฐานเอกสารเพื่อเก็บเป็นข้อมูล
อย่างไรก็ตาม ..
ในฐานะสื่อทางภาพที่มีอิทธิพลต่อความคิดและอารมณ์ ขอบเขตของงานภาพสารคดี
จึงมิได้หยุดอยู่แค่การบันทึกข้อมูล หลักฐานเอกสารเท่านั้น นับแต่ปลายศตวรรษที่สิบเก้า
รูปแบบของภาพถ่ายสารคดีนำไปใช้ในการโน้มน้าวกระแสสังคม ทั้งการเมือง โฆษณาชวนเชื่อ
และสังคมให้ความเชื่อถือข้อมูลทางภาพถ่ายเสมอ
แม้ในบางครั้ง ..สิ่งที่อยู่ในภาพถ่ายอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
หรืออาจเป็นความจริงเพียงบางส่วน ..ซึ่งอาจนำสู่การเข้าใจผิดและบิดเบือน
แต่สิ่งเหล่านี้อยู่นอกเหนือการควบคุมของช่างภาพ..

ช่างภาพสารคดี /ภาพข่าวมีหน้าที่บันทึกเหตุการณ์ตามสภาพจริงที่เกิดขึ้นวินาทีนั้น
บันทึกอย่างตรงไปตรงมา แต่ช่างภาพก็สามารถบันทึกได้แค่สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเท่านั้นเอง
ส่วนกระบวนการนำเสนอภาพต่อสังคมอยู่ในอำนาจของสำนักข่าว สำนักพิมพ์ หรือ รัฐบาล
ซึ่งแน่นอนว่าองค์กรเหล่านี้ย่อมมีแนวคิด วัตถุประสงค์ แม้กระทั่งผลประโยชน์ของตนที่ต้องคำนึงถึง

[ เงื่อนไขทางวัฒนธรรม ]
กล่าวกันว่า
วัฒนธรรมคือตัวกำหนดความคิดและการกระทำของคนในแต่ละสังคม
วัฒนธรรมถ่ายทอดผ่านศาสนา การศึกษา สื่อมวลชน จากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง
ปรับเปลี่ยนไปตามสภาพเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ นับแต่การกำเนิดภาพถ่ายและ
เทคนิคการพิมพ์สมัยใหม่ ..สื่อทางภาพเข้ามามีบทบาทต่อการรับรู้ของสังคม
มีอิทธิพลต่อโลกทัศน์ของประชาชน
นั่นหมายถึง สื่อทางภาพ เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของความเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรม
วัฒนธรรมคืออำนาจ ..เมื่อวัฒนธรรมคือตัวกำหนดความคิดและการกระทำของสังคม
ตั้งแต่จะกินอยู่อย่างไร สวมเสื้อผ้ากันแบบใด นิยมสินค้าประเภทไหน มีทัศนะต่อสังคม
การเมือง ศาสนาในแง่มุมใด (หรือจะไม่สนใจเรื่องเหล่านี้เลย)
ทั้งหมดนี้สั่งสมจากประสบการณ์ ผ่านการอบรมในครอบครัว ผ่านการศึกษา ผ่านศาสนา
ผ่านสื่อมวลชน บ่มเพาะจนเป็นแนวคิดและพฤติกรรมร่วมกันในสังคมเดียวกัน
สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถบังคับกันได้ ไม่สามารถสร้างขึ้นชั่วข้ามคืน จึงไม่มีใครคนใดคนหนึ่ง
ไม่มีองค์กรใดองค์กรหนึ่งสามารถกำหนดกระแสความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม คือไม่
สามารถฝืนบังคับวัฒนธรรมให้ไหลไปตามใจปรารถนาของตนเองได้

ความเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมจะปรับเปลี่ยนไปตามสภาพความเป็นอยู่ของสังคมนั้นเอง

อย่างไรก็ตาม กลไกของวัฒนธรรม หรือกลไกที่มีอิทธิพลกับความคิดและอารมณ์ของผู้คน
จะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเร้าความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ไม่ว่าเป็นการเปลี่ยนตามกาลเวลา
หรือเป็นการเปลี่ยนก่อนเวลาอันควรก็ตาม โดยกระบวนการปลูกฝัง ตอกย้ำแนวคิดให้ซึมลึก
ภาพถ่าย..ในฐานะสื่อทางภาพอันเป็นกลไกสำคัญทางวัฒนธรรม
จึงมิได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการบอกเล่าเรื่องราว
หรือความบันเทิงเท่านั้น ..แต่ภาพถ่ายคือเครื่องมือแห่งอำนาจ –
อำนาจในการกระตุ้นเร้าความคิดและอารมณ์ของสังคม

ประกอบกับความเชื่อถือที่ว่าภาพถ่ายไม่โกหก ยิ่งทำให้ภาพถ่ายมีอิทธิพลมากขึ้น
ภาพถ่ายหนึ่งภาพสามารถทำลายชีวิตคนให้ย่อยยับได้ทั้งชีวิต สามารถสร้างกำลังใจแก่สังคม
ที่กำลังอ่อนล้า หรือจะทำให้คนในสังคมหันมาฆ่ากันเองในเรื่องที่ไม่เป็นจริงก็ได้ทั้งนั้น..

ขึ้นอยู่ที่องค์กรนั้นใช้ภาพถ่ายเป็นหรือไม่ ..หรือใช้ได้ดีเพียงใด
ผู้กุมอำนาจรัฐในอดีตเข้าใจศักยภาพของสื่อชนิดนี้เป็นอย่างดี
และใช้ภาพถ่ายเพื่อประโยชน์ทางการเมืองมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ส่วนช่างภาพสารคดี--ภาพข่าว
ในอดีตเองก็เข้าใจในอำนาจของสื่อที่ตนใช้อย่างดี และพยายามระมัดระวังอยู่เสมอ
จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า จรรยาบรรณของช่างภาพ ..
การที่ภาพถ่ายเกี่ยวข้องกับเรื่องของความคิด อารมณ์ อำนาจ
สิ่งนี้เย้ายวนให้งานภาพเชิงสารคดีเกิดมีพัฒนาการสู่อีกรูปแบบหนึ่งของศิลปะ
หมายความว่าช่างภาพ / ศิลปิน นำรูปแบบของงานสารคดีไปใช้ในงานศิลปะ
(โดยดูเหมือนภาพสารคดี หรืออาจเป็นภาพสารคดี แต่มิได้เน้นที่เรื่องราวของเหตุการณ์ในภาพ
หันมาเน้นที่แนวคิดส่วนตัวของผู้สร้างงานเป็นสำคัญ )
สำหรับภาพสารคดีประเภทที่ผู้คนคุ้นเคยกันมากที่สุด มักเป็นภาพเกี่ยวกับชีวิตและสังคม
ภาพสารคดีชีวิตและสังคมเกี่ยวข้องกับ ความคิด อารมณ์ อำนาจ มากที่สุด -- มากกว่าสารคดีแนวอื่น
ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ลองนึกถึงภาพถ่ายทางการแพทย์ หรือภาพโคลส-อัพของลำไส้ใหญ่
คงไม่สามารถกลายเป็นประเด็นทางการเมืองได้
.
[ ภาพถ่ายชีวิตและสังคม ]
อัลมา ดเวนพอร์ต ( Alma Davenport ) ยกตัวอย่างในหนังสือ
The History of Photography
ว่าระหว่างการก่อสร้างทางรถไฟเชื่อมสองฝั่งทวีปอเมริกาเหนือ ช่างภาพทั่วไปตื่นเต้นกับเครื่องจักรกล
ขบวนรถไฟและเทคโนโลยีทันสมัย แต่ช่างภาพสารคดีเกี่ยวกับชีวิตและสังคมกลับให้ความสนใจ
กับสภาพชีวิตของกรรมกรและความเป็นอยู่ระหว่างการก่อสร้างมากกว่า ( Chapter 4,
Social Document , page 41 )
.
สังคมยอมรับว่าภาพถ่ายนำเสนอความเป็นจริงเสมอ
แม้ความจริงบางอย่างก็ยากที่จะยอมรับ

ในปี ค.ศ.1850 เฮนรี่ เมฮิว ( Henry Mayhew ) ร่วมกับ
ริชาร์ด เบียร์ด ( Richard Beard ) ตีแผ่ชีวิตกรรมกรและผู้ยากไร้แห่งนครลอนดอน
ในหนังสือชื่อ London Labour and London Poor
แต่ทว่าเทคโนโลยีการพิมพ์ขณะนั้นไม่สามารถตีพิมพ์ภาพถ่ายได้
จึงต้องใช้กระบวนการ wood engraver ลอกลายจากภาพถ่ายต้นฉบับลงบนแท่นพิมพ์
ซึ่งทำให้ภาพในหนังสือขาดความสมจริง ..เมื่อเปรียบเทียบกับหนังสือ Street of London ของ
ช่างภาพ จอห์น ทอมสัน ( John Thomson ) ร่วมกับ อดอลฟี่ สมิธ ( Adolphe Smith )
ตีพิมพ์ปี ค.ศ. 1870 ซึ่งใช้กระบวนการ photomechanical transfer process
สามารถพิมพ์ออกมาได้ใกล้เคียงภาพถ่าย

อัลมา ดเวนพอร์ต ให้ความเห็นว่าหนังสือเล่มแรก London Labour and London Poor
ไม่ได้รับความเชื่อถือจากสังคมยุคนั้น เพียงเพราะภาพประกอบไม่สมจริง คนจึงไม่เชื่อว่าเรื่องราว
นั้นเกิดขึ้นจริง ขณะที่อีกเล่ม Street of London มีภาพที่เสมือนจริงกว่าคนจึงเชื่อมากกว่า
กล่าวได้ว่าข้อจำกัดทางเทคโนโลยีเป็นเหตุปัจจัย
.
อย่างไรก็ตาม..ลองมองอีกแง่มุมหนึ่ง
ความยากจนในทุกสังคมมิได้ซุกซ่อนอยู่ตามป่าเขา แต่ส่วนมากมักอยู่ในเมืองใหญ่
และสามารถเห็นได้ไม่ยากเลย โดยเฉพาะนครลอนดอนยุควิคตอเรี่ยน ซึ่งมีโสเภณีเกลื่อน
ทุกมุมเมือง เป็นได้หรือไม่ว่า สังคมเองนั่นแหละที่ปฏิเสธเรื่องเหล่านี้ สังคมเลือกที่จะ
ไม่เชื่อว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง ( แล้วโทษว่าภาพไม่เหมือนจริง ) ขณะที่หนังสือ
Street of London ของ จอห์น ทอมสันสามารถนำเสนอภาพเสมือนจริง
--จนไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป
.
ในสมัยเดียวกันนั้น ผู้คนหลั่งไหลสู่อเมริกา ส่วนมากมาจากยุโรปตะวันออก
เมื่อไปถึงอเมริกาแล้วก็ไม่มีที่ไหนให้ไป ไม่มีงานให้ทำ อยู่แออัดกันในเมืองนิวยอร์คจนกลายเป็นสลัม
ยิ่งนานวัน สภาพยิ่งเลวร้าย ..จาคอบ รีส์ ( Jacob Riis ) นักข่าว / ช่างภาพ
มีประสบการณ์เรื่องนี้เป็นอย่างดี ในฐานะที่เขาเองเคยเป็นผู้อพยพมาก่อน
เขาเข้าใจว่าชีวิตคนเหล่านี้ลำบากอย่างไร บทความของเขาเขียนเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์
นิวยอร์ค แฮโรล ( New York Herald ) บรรยายชีวิตรันทดของผู้อพยพ
เมื่อสังคมรับทราบ แทนที่จะเห็นใจ..กลับตั้งข้อสงสัยว่าอะไรมันจะโหดร้ายปานนั้น
.
จนกระทั่งเขาเริ่มบันทึกด้วยภาพถ่าย และตีพิมพ์หนังสือ
How The Other Half Lives , Studies Among the
Tenements of New York ( ปี ค.ศ. 1890 )
จึงเกิดกระแสสังคมเคลื่อนไหวเรื่องคุณภาพชีวิตในเมืองใหญ่ขึ้นมา
.
ภาพถ่ายเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือเสมอ
บ่อยครั้งที่ภาพถ่ายก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคม (ในแง่บวก)
ผลงานของ เดวิด ออคตาเวียส ฮิล ( David Octavius Hill ) /
โรเบิร์ต อดัมสัน ( Robert Adamson ) บันทึกชีวิตชาวประมงในเมืองนิวฮาเวน
สก็อตแลนด์ ( New Haven, Scotland ) ในปี ค.ศ. 1845
ผ่านบรรยากาศอันงดงาม เรือประมงเก่าๆ กระตุ้นเร้าความสนใจของชาวเมือง และเริ่มกลายเป็น
การเอาใจใส่ต่อคุณภาพชีวิตของชาวประมงท้องถิ่น

หรือผลงานของ ลิวอิส ไฮน์ ( Lewis w. Hines ) ซึ่งแอบบันทึกสภาพชีวิตในโรงงาน
การกดขี่แรงงานเด็ก ..ภาพถ่ายของเขาช่วยผลักดันให้เกิดกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
และการปกป้องสิทธิเด็กในอเมริกา
.
นับแต่ปลายศตวรรษที่สิบเก้าเรื่อยมา
ภาพถ่ายกลายเป็นสื่อสำคัญสำหรับโน้มน้าวกระแสสังคม
ช่างภาพผู้มีอุดมการณ์ต่อสู้กับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นมากมาย และสามารถสร้างความ
เปลี่ยนแปลงได้หลายต่อหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม มิใช่ว่าความเสมือนจริงของภาพถ่ายจะ
น่าเชื่อถือเสียทั้งหมด หลายครั้งการตัดต่อภาพเพื่อบิดเบือนเรื่องราวหรือเพื่อสร้างอารมณ์เกินจริง
มีส่วนทำลายความน่าเชื่อถือของสื่อภาพถ่ายลงไปไม่น้อย อย่างเช่นงานโฆษณาชวนเชื่อของ
ยูจีน แอปเพิร์ต ( Eugene Appert ) ปี ค.ศ. 1871
หรือภาพตัดต่อในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ( Bangkok Post ) และ
หนังสือพิมพ์ดาวสยาม ปี 2519 / ค.ศ.1976 เพื่อยั่วยุให้เกิดความรุนแรง กลายเป็นการนองเลือด
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 หรือแม้แต่ในปี พ.ศ. 2550 ที่หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ได้นำภาพถ่าย
เวที นปก ที่ท้องสนามหลวงมาบิดเบือน ตัดต่อภาพ โดยเติมถ้อยคำลงไปในลักษณะไม่สมควร
อันอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด หรืออาจลุกลามเป็นการนองเลือดอีกครั้งหนึ่งก็เป็นได้
ต่างกันที่ในปัจจุบัน พ.ศ. 2550 นี้ ประชาชนและชาวอินเตอร์เนตจำนวนไม่น้อย
มีความรู้เท่าทัน ไม่หลงกลกันง่ายๆ อีกทั้งทุกคนมีกล้องถ่ายภาพดิจิตอล
มีโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายภาพได้ ..จึงมีการนำภาพถ่ายสถานที่จริงมาเปรียบเทียบ
กับภาพถ่ายหลอกลวงที่เผยแพร่โดยสื่อสารมวลชน
.
ในบางกรณี ช่างภาพมีอารมณ์ร่วมกับสิ่งที่ตนบันทึกมากเกินไป
จนสังคมเกิดเคลือบแคลงใจในความน่าเชื่อถือของภาพถ่ายเหล่านั้น
อย่างเช่นงานสารคดีของ เอฟ เอส เอ ( FSA / Farm Security Administration )
ที่นำเสนอความทุกข์ยากของเกษตรกรอเมริกันในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ
.
.
[ การทำงานของช่างภาพสารคดี ]
การทำงานของช่างภาพสารคดีต้องบันทึกเหตุการณ์อย่างตรงไปตรงมา
นั่นคือ ไม่ใช้เทคนิคพิเศษทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นบิดเบือนจากความจริง ไม่มีการจัดฉาก
ไม่จ้างคนมาแสดง (เรื่องนี้มีช่างภาพแอบทำกันมาก แต่หากไม่ได้สร้างความเสียหาย-
บิดเบือนเกินไป คนส่วนมากมักให้อภัย) การทำงานของช่างภาพสารคดีและช่างภาพข่าว
ในแง่ของวัตถุประสงค์แล้วอาจไม่แตกต่างกันเลย ความแตกต่างระหว่างช่างภาพสองสาขา
คือ ระยะเวลาการทำงาน และความลึกของงาน
.
ภาพข่าวที่ดีอาจต้องการภาพเพียงภาพเดียวเท่านั้น
แต่งานสารคดีต้องอาศัยเวลาเจาะลึกในหัวข้อนั้นๆ ต้องมีภาพจำนวนมาก
แม้มีภาพที่โดดเด่นหนึ่งภาพ ก็เป็นแค่ภาพที่ดีภาพหนึ่งเท่านั้น
มิได้หมายความว่าเป็นงานภาพถ่ายสารคดีที่มีคุณภาพ เช่นเหตุการณ์โป๊ะล่มที่ท่าน้ำพรานนก
เมื่อหลายปีก่อน เพียงภาพเจ้าหน้าที่*้ภัยดึงศพเด็กนักเรียนขึ้นจากน้ำ (หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์)
ภาพเดียวเท่านั้น -- ถือเป็นภาพข่าวที่สมบูรณ์ที่สุด ทั้งบอกเล่าเรื่องราวความสะเทือนใจในเวลา
เดียวกัน แต่หากเป็นงานภาพสารคดี ช่างภาพต้องทำการกำหนดขอบเขตงาน (เช่น เจาะลึกในเรื่อง
ความปลอดภัยของท่าน้ำในกรุงเทพ เป็นต้น) ช่างภาพสารคดีต้องเฝ้าบันทึกสภาพการณ์ต่างๆ
และต้องจมอยู่กับหัวข้อนั้นเป็นเวลานาน
.
.
การที่ช่างภาพสารคดีต้องใช้เวลาอยู่กับเรื่องราว
หลายครั้งนำสู่ความผูกพันกับสิ่งที่ตนกำลังบันทึก จนสูญเสียความเป็นกลางไป
ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของช่างภาพสารคดี
.
แต่หากเกิดกรณีเช่นนี้กับช่างภาพข่าวอาจเป็นปัญหา
อีกทั้งปัญหาเรื่องจรรยาบรรณวิชาชาชีพ ..อีกมากมาย (กรณีในต่างประเทศ)
แต่สำหรับช่างภาพสารคดี..หากช่างภาพสารคดีจะแอบเคลื่อนย้ายวัตถุในภาพเพื่อองค์ประกอบ
ที่ดีกว่า ถ้าไม่เป็นการบิดเบือนจนเกินไปก็สามารถทำได้ ถึงจะไม่ค่อยเข้าท่าเท่าใดนัก และอาจ
ทำให้เกิดความคลางแคลงใจเรื่องความน่าเชื่อถือในผลงาน รวมทั้งความจริงที่นำเสนอบ้าง
มากน้อยขึ้นอยู่กับประเด็นที่เกี่ยวข้อง แต่สำหรับช่างภาพข่าวแล้วทำแบบนี้ไม่ได้เลย
(ยกเว้นข่าวสังคม ดารา บันเทิงซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่ยอมรับว่าเป็นเรื่องโกหกมาแต่ต้น)
.
.
ภาพถ่ายสารคดีมิได้ยืนอยู่บนหลักสุนทรียศาสตร์ทั่วไป
เนื้อหาของงานข่าว / งานสารคดี อยู่ที่เหตุการณ์ในภาพ เป็นเรื่องของจังหวะกับเวลา
นำเสนอผ่านประสบการณ์อันช่ำชองของช่างภาพ (และบ่อยครั้งที่เป็นความบังเอิญ)
เมื่อทุกอย่างต้องเป็นเรื่องจริง -- ในช่วงเวลาจริง โอกาสที่จะมานั่งปั้นแต่งองค์ประกอบภาพนั้น
แทบเป็นไปไม่ได้เลย ..ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ช่างภาพมีเวลาคิด ตัดสินใจ และประมวลผล..
อย่างนานสุดแค่ 1 / 125 วินาทีเท่านั้น ความสมบูรณ์ทางเทคนิคหรือองค์ประกอบภาพ
จึงมิใช่ปัจจัยหลักในการพิจารณาภาพถ่ายสารคดี / ภาพข่าว
.
อย่างไรก็ตามมิได้หมายความว่าสิ่งนี้ไม่สำคัญ
สำหรับช่างภาพที่เปี่ยมประสบการณ์ ย่อมสามารถควบคุมปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้ได้ดี
ในเกือบทุกสถานการณ์ อีกประการหนึ่ง ความสมบูรณ์ทางเทคนิคมีผลต่อการสื่อสาร
กับคนดู หากภาพไม่สามารถสื่อความหมายได้ก็ไม่มีประโยชน์อันใด
ในยุคแรก องค์ประกอบภาพถ่ายเดินตามแนวทางจิตรกรรมเป็นหลัก แต่เมื่ออุปกรณ์การ
ถ่ายภาพมีความคล่องตัวมากขึ้น กล้องมีขนาดเล็กลง ฟิล์มมีความ ไวแสงมากขึ้น
หลักสุนทรียศาสตร์ภาพถ่ายก็เปลี่ยนตามไปด้วย การถ่ายจากมุมสูง มุมต่ำ การแอบถ่าย
ภาพเคลื่อนไหวกลายเป็นเงาลางๆในบางส่วน การมีวัตถุโผล่ขึ้นมาบังอยู่ตรงฉากหน้า
หรือการมีสิ่งแปลกปลอมในฉากหลัง เหล่านี้กลายเป็นเสน่ห์ของภาพสารคดี
รวมทั้งภาพถ่ายแนวสเตรท (straight photography) ในยุคหลัง
.
การบันทึกภาพอย่างรวดเร็ว ตรงไปตรงมา ไม่เสริมแต่ง เน้นชีวิตในแง่มุมต่างๆ
รูปแบบงานภาพสารคดีดังนี้ได้พัฒนาไปสู่งานภาพถ่ายอีกประเภทหนึ่ง
คือ street photography หรือ ภาพถ่ายชีวิตข้างถนน ซึ่งเหมือนการผสมผสาน
ระหว่างงานภาพข่าวและภาพสารคดี บ่งบอกจุดยืนของลัทธิศิลปะสมัยใหม่ ( modernism )
ในงานภาพถ่ายสมัยใหม่ ( modern photography ) อย่างชัดเจน
ในเชิงปรัชญา ภาพถ่ายแนวนี้ยังแยกย่อยออกไปอีก
อองรี คาทิเอ เบรซง (Henri Catier Bresson) ช่างภาพชาวฝรั่งเศส
เสนอแนวคิด decisive moment หรือแปลเป็นไทยพอได้ว่า วินาทีแห่งการตัดสินใจ
อันมีที่มาจากเรื่องราวของจังหวะ เวลา โอกาส บวกประสบการณ์
กระบวนความคิด และวิธีนำเสนอของช่างภาพแต่ละยุคสมัย
เปลี่ยนไปตามกาลเวลาและเทคโนโลยี แต่วัตถุประสงค์หลักไม่เคยเปลี่ยนไป
นั่นคือการบันทึกเหตุการณ์ตามสภาพจริงที่เป็นอยู่ และความงามของภาพถ่ายสารคดี
อยู่ที่เรื่องราวชีวิต มิใช่หลักองค์ประกอบศิลป์ หรือสุนทรียศาสตร์ที่สมมุติกันขึ้นมา


ที่มา
http://photohistory253.blogspot.com/2007/10/documentary-photography-1.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22 เม.ย. 2010, 09:28 am โดย Text »
ศิลป "ไม่มีถูกไม่มีผิด"
แค่ใช่กับไม่ใช่

Text

  • Global Moderator
  • *****
  • กระทู้: 18688
  • เพศ: ชาย
  • It's out of my controlFlying at the speed of light
การถ่ายภาพเชิงสารคดี
งานเขียนสารคดีคือการนำเอาข้อเท็จจริงที่เป็นข้อมูลความรู้ในเชิงวิชาการมาเรียบเรียงเขียนให้อ่านง่ายขึ้น โดยใช้เทคนิคของงานวรรณกรรมเข้ามาช่วย ให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณในการตัดสิน เพื่อให้เข้าถึงความดี ความจริง และความงามด้วยตนเอง บางครั้งการใช้ตัวอักษรเป็นสื่อเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถบอกเล่า “สาร” หรือเรื่องราวได้ทั้งหมด ภาพถ่ายจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของงานเขียนสารคดี และอาจสำคัญไม่น้อยไปกว่าตัวหนังสือเลย ดังคำกล่าวที่ว่า “ภาพหนึ่งภาพ แทนคำล้านคำ”


ภาพถ่ายสารคดีจำเป็นจะต้องดำเนินไปพร้อมเนื้อเรื่อง เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนให้เนื้อเรื่องสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และในบางกรณีภาพถ่ายสารคดีก็อาจจำเป็นต้องอาศัยเนื้อเรื่องมาสนับสนุนให้ภาพสมบูรณ์ ช่างภาพสารคดีจึงมักจะต้องลงพื้นที่พร้อมกับนักเขียน หรือบางครั้งก็อาจต้องลงพื้นที่ด้วยตนเอง

การถ่ายภาพในเชิงสารคดีก็เช่นเดียวกับงานเขียนสารคดี คือ การบันทึกปรากฏการณ์ ข้อเท็จจริงเพื่อบอกเล่าความจริง ตามความเป็นจริง โดยไม่บิดเบือน และไม่ถ่ายภาพนำความคิดหรือความรู้สึกของผู้คน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน เช่น เรื่องเกี่ยวกับการเมือง ศาสนา และความเชื่อ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น วิธีการเล่าเรื่องก็ขึ้นอยู่กับเรื่องที่ต้องการจะเล่าด้วย หากเป็นประเด็นละเอียดอ่อน หรือเป็นปรากฏการณ์ที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในสังคม ช่างภาพจำเป็นจะต้องถ่ายทอดข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ถ่ายภาพให้ครอบคลุมทุกด้าน โดยไม่ใช้เทคนิคหรือจัดภาพที่ผิดธรรมชาติ แต่หากเป็นประเด็นที่ชัดเจนแล้ว อย่างเช่น ยาเสพติด เด็กเร่ร่อน อุบัติภัย ฯลฯ ช่างภาพอาจต้องถ่ายทอดให้เห็นอารมณ์ ความรู้สึกในภาพ เพื่อให้คนดูรู้สึกร่วมกับภาพและเรื่องนั้นได้

เทคนิคของการถ่ายภาพในเชิงสารคดีไม่ได้แตกต่างกับการถ่ายภาพทั่วไป แต่การถ่ายภาพสารคดีจำเป็นจะต้องอาศัยการ “ทำการบ้าน” คือการหาข้อมูลและพูดคุยกับนักเขียนและบรรณาธิการให้ชัดเจน ถึงขอบเขตแค่ไหน เมื่อถึงเวลาลงพื้นที่จะได้ทำงานได้ตรงตามเป้าหมายและมีประสิทธิภาพที่สุด เพราะงานสารคดีบางเรื่องจำเป็นจะต้องลงพื้นที่ถ่ายภาพหลายครั้ง ตามแต่โอกาสและฤดูการ บางเรื่องอาจต้องลงเป็นทีม หรือใช้อุปกรณ์พิเศษ เช่น สารคดีสัตว์ป่า ปรากฏการณ์ธรรมชาติ เป็นต้น

ความแตกต่างระหว่างข่าวกับสารคดี*

คำว่า “สารคดี” นั้นให้คำจำกัดความได้ยาก เพราะมีลักษณะแตกต่างหลากหลาย และครอบคลุมกว้างมากตั้งแต่เรื่องของบุคคลสำคัญจนถึงเรื่องเหลือเชื่อของเหตุการณ์ผิดปรกติต่าง ๆ รวมทั้งคำอธิบายซึ่งบางครั้งต้องการสั้น ๆ แต่บางครั้งก็อาจต้องใช้ข้อเขียนที่มีความยาวมาก ๆ ก็ได้ แต่ที่เห็นได้ชัดคือเรื่องที่นำเสนอในรูปแบบของสารคดีจะไม่คำนึงถึงความสดใหม่ คือ ไม่นำคุณค่าเรื่องเวลามาเป็นตัวกำหนด บางเรื่องใช้ได้เป็นเวลานานและก็ยังรู้สึกใหม่และน่าสนใจอยู่เสมอ

สิ่งที่ทำให้เส้นแบ่งระหว่างข่าวและสารคดีไม่ชัดเจน คือ ข่าวบางข่าวถูกนำเสนอด้วยวิธีการของสารคดี เช่น ถ้านำเสนอภาพของผู้ชนะการแข่งขันฟุตบอลหรือผู้เล่นสำคัญที่ทำให้ทีมชนะและผลการแข่งขันก็อาจเป็นข่าว แต่ถ้านำเสนอในแง่ความกดดันของนักกีฬาหรือผู้เล่นคนสำคัญที่ทำให้ทีมชนะหรือผู้ชนะก็จะเป็นสารคดี อย่างไรก็ตามลักษณะสำคัญของสารคดีอาจดูได้จาก

1. ไม่มีกาลเวลา (Timelessness) สารคดีส่วนใหญ่ไม่ได้มีคุณค่าเพราะความทันต่อเวลาหรือความสดใหม่ แต่มักทำให้ผู้อ่านรู้สสึกว่าเรื่องนั้นสดใหม่และทันสมัยอยู่เสมอ ต่างจากภาพข่าวที่ต้องเป็นเรื่องหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ แต่จะเก่าและล้าสมัยอย่างรวดเร็ว

2. เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต (Slice of Life) ถ้าเป็นภาพข่าวคุณค่าของภาพจะมีมากขึ้นถ้าซับเจคมีชื่อเสียง และกิจกรรมหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความสำคัญหรือรุนแรงซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกต่าง ๆ เช่น สะเทือนใจ หรือเศร้าสลด แต่สารคดีจะตรงกันข้าม เพราะสารคดีจะบันทึกสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้คน สถานที่ หรือสิ่งของธรรมดา ๆ ที่เห็นได้หรือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เช่น เรื่องเด็กในสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือการออกกำลังกายในสวนสาธารณะ

3. สารคดีจากข่าว (Featuring the News) เมื่อเกิดความเสียหายร้ายแรงจากไฟไหม้ ภาพข่าวอาจถ่ายให้เห็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ดับเพลิง และอาสาสมัครกำลังช่วยชีวิตผู้ประสบภัย โดยมีอาคารที่ถูกไฟไหม้เป็นพื้นหลัง และบรรยายความเสียหายที่เกิดจากไฟไหม้ พร้อมรายชื่อผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต แต่สารคดีจากข่าวหรือสารคดีเชิงข่าว (news feature) นั้น อาจถ่ายภาพตำรวจดับเพลิงที่กำลังช่วยชีวิตสุนัขและตีพิมพ์คู่กันกับภาพผู้บาดเจ็บ และความเสียหายของอาคารโดยทั่วไป

นักเขียนบางคนให้คำนิยามคำว่า “สารคดี” ว่าหมายถึงอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ข่าว แต่แม้ว่าสารคดีจะรวมทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ใช่ข่าวหรือกีฬา แต่การแยกและระบุประเภทว่าหมายถึงอะไรบ้างนั้นทำได้ยาก เพราะมีหมวดหมู่กว้างขวางมาก ที่สำคัญกว่าการแยกและระบุประเภทคือต้องรู้ว่า จะนำเสนอด้วยวิธีใดจึงจะทำให้ผู้ดูสนใจ

คุณสมบัติของช่างภาพสารคดี

ช่างภาพสารคดีที่ดีควรมีคุณลักษณะที่ ไวต่อความรู้สึก (sensitive) เช่น รู้สึกถึงความพอใจหรือไม่พอใจของซับเจค มีความเมตตา (compassionate) ทรหดอดทนต่อความยากลำบาก (patient) อดทนอดกลั้น (tolerant) ต่อความกดดันต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ อยากรู้อยากเห็น แต่ไม่สอดรู้สอดเห็น (nosey) เข้ากับผู้คนทุกประเภทได้ง่าย เด็ดขาดในการตัดสินใจและหนักแน่น (assertive) แต่ไม่ก้าวร้าว

นอกจากคุณลักษณะประจำตัวดังกล่าวแล้ว ช่างภาพสารคดีที่ดีควรมีความรู้ ความเข้าใจและทักษะต่าง ๆ ต่อไปนี้ด้วย คือ

1. ต้องรู้จักผู้อ่าน วิธีที่จะทำให้รู้จักหรือเข้าใจผู้อ่านในขั้นแรกคือดูว่าภาพถ่ายให้หนังสือพิมพ์ประเภทไหน เช่น หนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ หนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัย หรือสิ่งพิมพ์เพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะประเภทของหนังสือพิมพ์จะช่วยให้ทราบประเภทของผู้อ่านที่มีความต้องการและความสนใจแตกต่างกัน

2. ต้องมีความรู้เรื่องเนื้อหาข่าวสาร (message) งานของช่างภาพคือการบอกผู้ดูว่าเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นก่อนที่จะบอกหรือสื่อสารเรื่องราวตาง ๆ ไปยังผู้ดูหรือผู้อ่าน ช่างภาพต้องเข้าใจและรู้เรื่องที่เกิดขึ้นดีกว่าและมากกว่าคนอื่น ๆ การเริ่มต้นด้วยการสำรวจวิจัย (research) และหาข้อมูลด้วยการอ่านและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้รู้หรือผู้เกี่ยวข้องต่าง ๆ ให้มากที่สุดก่อนลงมือทำงานก็เป็นวิธีที่ดี

3. ต้องมีทักษะหรือความสามารถในการคาดหมาย ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ

3.1 การคาดหมาย ในระยะเวลาที่ยาวนานหรือแนวโน้มต่าง ๆ (trend) เช่น สังเกตเห็นความผิดปรกติของลมฟ้าอากาศที่ร้อนมากขึ้นทุกปี หรือผู้คนในชุมชนเจ็บป่วยด้วยโรคบางอย่างมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ช่างภาพอาจต้องคิดล่วงหน้าถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นและผลกระทบต่าง ๆ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาของผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง

3.2 การคาดหมายเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นเป้นการเฉพาะ (specific event) ในระยะเวลาไม่นานนัก เช่นใน ก่อนเปิดภาพเรียนก็คาดหมายได้ว่าเมื่อถึงเวลาปิดภาค ผู้ปกครองและบุตรหลานจะมีกิจกรรมอะไรบ้าง จึงควรเตรียมตัวและเครื่องมือเครื่องใช้ อุปกรณ์ต่าง ๆ ล่วงหน้า ซึ่งอาจใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือแค่วันเดียว เพื่อให้พร้อมที่จะทำงานได้ทันทีเมื่อมีกิจกรรมหรือเกิดเหตุการณ์ขึ้น

3.3 การคาดหมายขณะอยู่ในเหตุการณ์นั้น (moment within event) หมายถึงสัญยชาติญาณในการคาดเดาเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวินาทีนั้น


4. ต้องแสดงให้เห็นผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับผู้คน เมื่ออยู่ในเหตุการณ์อย่าลืมถ่ายภาพที่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องราวที่ต้องการจะบอกหรือสื่อสารไปยังผู้ดูหรือผู้อ่าน และที่สำคัญควรถ่ายภาพให้เห็นว่ากิจกรรมหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นสร้างผลกระทบโดยตรงต่อพวกเขาอย่างไร

การปฏิบัติตน

อาชีพช่างภาพวารสารศาสตร์ (Photojournalist) เป็นอาชีพที่ต้องพบปะพูดคุยติดต่อสื่อสารกับผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลาย เช่น คนขี้อาย เห็นแก่ตัว จู้จี้ ชอบทำตัวเป็นนาย (bossy) หรือกับคนที่ปฏิบัติตัวได้ถูกต้องและได้รับความร่วมมือด้วยดี การเข้าใจลักษณะนิสัยของผู้คนที่แตกต่างเหล่านี้จึงเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อให้ปฏิบัติตัวได้ถูกต้องและได้รับความร่วมมือด้วยดี เช่น ควรทราบว่าคนขี้อายมักไม่ค่อยชอบพูดคุยหรือเปิดใจ จึงควรใช้วิธีพูดคุยให้เกิดความคุ้นเคยและมั่นใจก่อนเริ่มถ่ายภาพ บางครั้งอาจต้องใช้เวลานานและคุยจนแน่ใจว่าเขาเข้าใจ ไว้ใจ และยอมรับ จึงนำกล้องออกจากกระเป๋าได้ แต่ถ้าพบกับคนจู้จี้หรือชอบทำตัวเป็นนาย ก็ควรปล่อยให้เขาคิดว่าเขาเป็นนาย ด้วยการยอมให้เขาสั่งหรือกำหนดว่าควรถ่ายภาพอย่างไรแลถ่ายตามที่เขาบอกสัก 2-3 ภาพ (ซึ่งบางครั้งก็อาจได้ความคิดใหม่ ๆ เหมือนกัน) แล้วจึงขอถ่ายภาพตามที่ตนเองต้องการภายหลัง

เนื่องจากงานของช่างภาพไม่ใช่การเปลี่ยนความเห็นหรือทัศนคติของใคร ๆ เมื่อพบกับผู้คนที่มีนิสัยแตกต่างกันจึงต้องหลีกเลี่ยงการโต้แย้งหรือถกเถียง พยายามให้ซับเจคพูดถึงตัวเองทั้งสิ่งที่เขาคิดและสิ่งที่เขาทำ โดยช่างภาพต้องไม่พูดถึงตัวเองไม่ว่าจะเป็นปัญหาหรือแนวคิดใด ๆ ก็ตาม ที่ต้องระวังคือ ต้องไม่พูดคุยหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง ศาสนา หรือปรัชญาที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในสังคม

เมื่อต้องเจอกับซับเจคที่ไม่ค่อยให้ความร่วมมือ เช่น บอกว่าไม่มีเวลา ก็ควรขอเวลาเท่าที่เขาให้ได้ เช่น 5 นาที และต้องพยายามถ่ายให้เสร็จ เมื่อครบเวลาก็บอกว่า หมดเวลาแล้ว บางครั้งการกระทำและคำพูดแบบนี้ก็ทำให้ซับเจคพอใจ และมีอยู่บ่อย ๆ ที่ซับเจคให้เวลามากกว่าที่กำหนดไว้ แต่ในกรณีที่ไม่ได้รับความร่วมมือจริง ๆ เพราะซับเจคตกเป็นข่าวในทางลบ อาจต้องอาศัยโอกาสหรือจังหวะที่ซับเจคลงจากรถหรือออกจากตัวอาคารแทน

ถ้าถ่ายภาพเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องเรียน ซึ่งมีความอยากรู้อยากเห็นและมีความสนใจช่างภาพมาก ควรบอกว่าตัวเองเป็นใคร กำลังทำอะไร และเพื่อให้ความอยากรู้อยากเห็นและความต้องการถ่ายภาพลดลง บางทีอาจต้องถ่ายภาพหมู่สัก 2-3 ภาพ และปล่อยให้พวกเด็ก ๆ จ้องมอง ทำท่าต่าง ๆ ใส่กล้องสักพัก เมื่อถึงเวลาถ่ายจริงอาจต้องบอกพวกเขาว่าถ้าอยากมีตัวเองอยู่ในภาพ ต้องทำเป็นไม่เห็นกล้อง ถ้ายังมีปัญหาและมีเวลาพอควรปล่อยให้เวลาผ่านไปสัก 10-20 นาที เด็ก ๆ ก็จะเคยชินกับกล้องและเลิกสนใจหรืออาจหันไปสนใจอย่างอื่นแทน

อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปแล้ว เด็กเป็นซับเจคที่ถ่ายได้ง่ายเพราะดูน่ารัก เป็นธรรมชาติและจะทำท่าทางแปลก ๆ หรือทำสิ่งที่ดูไร้เดียงสาโดยไม่ต้องบอกให้ทำ เด็กบางคนชอบทำเลียนแบบผู้ใหญ่ เช่น ทาลิปสติก ใส่รองเท้าส้นสูงของแม่ หรือสวมหมวกของพ่อ ฯลฯ

อูลริค เวลสช์ (Ulrike Welsch) ผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพเด็กที่ถ่ายภาพให้ บอสตัน โกลบจะขออนุญาติผู้ปกครองก่อน ถ้าผู้ปกครองไม่ได้อยู่ในบริเวณนั้นก็จะขอให้เด็กพาไปหา เวลสช์บอกว่า เพราะไม่ต้องการให้ผู้ปกครองสงสัยและขัดจังหวะการถ่ายภาพ แม้การกระทำเช่นนี้จะขัดจังหวะการทำกิจกรรมของเด็กอยู่บ้าง แต่เด็กก็จะได้กลับไปเล่นหรือทำกิจกรรมใหม่อย่างรวดเร็วตามธรรมชาติ

นอกจากเด็กแล้ว สัตว์ยังเป็นซับเจคที่ถูกนำเสนอเป็นสารคดีมากที่สุด คนรักสัตว์มักปฏิบัติต่อสัตว์เหมือนเป็นมนุษย์ตัวเล็ก ๆ เพราะเชื่อว่าสัตว์เลี้ยงมีความรู้สึกเช่นเดียวกับมนุษย์ จึงฝึกให้ทำท่าทางเหมือนคน เช่น นั่ง นอนบนเตียง สูบบุหรี่ กินไอศกรีม ยิ้ม ฯลฯ คุณสมบัติเฉพาะตัวหรือท่าทางแปลก ๆ เหล่านี้ เป็นวัตถุดิบสำหรับงานสารคดีได้ดี

สารคดีไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเด็ก สัตว์ และสวนสาธารณะ ยังมีสิ่งต่าง ๆ อีกมากมายที่ถูกนำมาถ่ายภาพสารคดี แม้แต่สิ่งที่ไม่น่าจะไปด้วยกันได้ (incongruous) ก็สามารถนำมาถ่ายเป็นภาพสารคดีที่น่าสนใจได้ เช่น ภาพพระถือปืน ทหารชุดพรางสะพายกล้อง หรือคนนอนอาบแดดข้าง ๆ หลุมฝังศพ เป็นต้น

ลักษณะของเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่นำมาถ่ายทำเป็นสารคดีได้ดีคือ

- เหตุการณ์ครั้งแรก การกระทำหรือเหตุการณ์ครั้งแรกหมายถึงความไม่ไม่ประสบการณ์ ความตื่นเต้น ความวิตกกังวลหรือประหม่า (nervous) ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย หรืออาจมีความหมายพิเศษ เช่น การไปโรงเรียนวันแรกของเด็กอนุบาล การเข้าค่ายลูกเสือครั้งแรก หัดเล่นสเก็ตน้ำแข็งครั้งแรก หรือหัดเต้นรำวันแรก เหตุการณ์เหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเป็นสารคดีที่ดีเพราะมักได้รับความสนใจจากผู้อ่าน

- งานที่ไม่ธรรมดา (unusual) งานที่อยู่แต่ในห้องทำงานหรือหน้าคอมพิวเตอร์ตลอดเวลามักไม่ค่อยน่าสนใจ ต่างจากงานบางประเภท เช่น คนเช็ดกระจกอาคารสูง คนขี่ม้าพยศ นักกายกรรม นักบินทดสอบ คนงานในโรงงานผลิตรถยนต์ ฯลฯ ภาพการทำงานเหล่านี้ทำให้สารคดีเป็นที่น่าสนใจและสร้างความประทับใจได้ง่าย เพราะเป็นงานที่คนน้อยคนจะได้เห็นหรือสัมผัสและคนจำนวนมากอยากรู้

- วันพิเศษ (special day) วันพิเศษสร้างเป็นเรื่องราวสารคดีได้ง่าย เช่น วันพ่อ วันแม่ วันเด็ก วันปีใหม่ วันสตรีสากล วันเอดส์โลก แต่ต้องระวังเรื่องที่อาจสร้างความไม่พอใจแก่ผู้คนได้ เช่น เรื่องของคนป่วย โรคเอดส์ที่อาจสร้างความไม่พอใจให้กับญาติของผู้ป่วยหรือทำให้ผู้คนเกิดความตระหนกเกินความจำเป็น

เพื่อให้แน่ใจว่าการถ่ายภาพได้ครอบคลุมเหตุการณ์และใช้งานได้ดี ช่างภาพควรถ่ายภาพแบบพื้นฐานทั้ง 3 ระยะ คือ ระยะไกล (long shot) ระยะปานกลาง (medium shot) และระยะใกล้ (close-up shot) ไว้ด้วยทุกครั้ง

- ถ่ายระยะไกล เพื่อให้เห็นสถานที่หรือทำเลทั้งหมดอย่างกว้าง ๆ เพื่อให้ผู้ดูเห็นความสัมพันธ์ ขนาดและมาตราส่วนของสิ่งที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น ๆ

- ถ่ายระยะปานกลาง ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างซับเจคกับส่วนประกอบสำคัญอื่น ๆ และสิ่งแวดล้อมบางส่วน

- ถ่ายระยะใกล้ เพื่อเน้ให้เห็นรายละเอียดที่ต้องการเน้น ซึ่งบางทีก็อาจเห็นแค่ใบหน้า หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของวัตถุหรือซับเจคเท่านั้น

การจะถ่ายระยะใกล้หรือไกลแค่ไหนและถ่ายอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับเรื่องที่กำหนดหรือขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่ควรถ่ายแค่ระยะพื้นฐาน 3 ระยะนี้เท่านั้น แต่ควรถ่ายจากมุมต่าง ๆ ให้หลากหลายด้วย เช่น มุมสูง มุมต่ำ แนวตั้ง แนวนอน ฯลฯ

นอกจากต้องถ่ายให้ครอบคลุมเหตุการณ์แล้วยังต้องถ่ายภาพที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวที่เป็นหัวใจของเหตุการณ์นั้นให้ได้ด้วย (ถ้าเป็นภาพข่าวอาจเป็นภาพเดียว แต่ถ้าเป็นภาพสารคดีอาจใช้มากกว่า 1 ภาพ) ช่างภาพจึงต้องหาจังหวะหรือรอวินาทีที่องค์ประกอบต่าง ๆ มารวมอยู่ด้วยกันให้มากที่สุด จังหวะหรือวินาทีสำคัญที่ว่านี้เรียกว่า “พีค โมเมนต์” (peak moment) ซึ่งการถ่ายภาพในช่วงวินาทีที่สำคัญนี้เป็นเรื่องท้าทายเพราะช่างภาพต้องใช้ความชำนาญในการคาดหมาย เนื่องจากต้องใช้เวลาหลังจากตามองเห็นประมาณครึ่งวินาทีก่อนสมองสั่งให้นิวกดปุ่มชัตเตอร์ และอีกประมาณ 1/10 วินาทีชัตเตอร์จึงจะเปิด ดังนั้นหากรอจนเห็นภาพที่ดีที่สุด (perfect moment) แล้วจึงกดชัตเตอร์ก็อาจสายไป

*คัดลอกมาจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชุลีพร เกษโกวิท, การถ่ายภาพวารสารศาสตร์, บทที่ 8 สารคดี, คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2546

ที่มา
http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=News&file=article&sid=2398
ศิลป "ไม่มีถูกไม่มีผิด"
แค่ใช่กับไม่ใช่

Text

  • Global Moderator
  • *****
  • กระทู้: 18688
  • เพศ: ชาย
  • It's out of my controlFlying at the speed of light
**** คัดลอก ****

ภาพ style นี้เป็น style ที่พอเห็นบ่อยในภาพเชิงสารคดีครับ เป็นวิธีการถ่ายภาพ เพื่อให้ภาพธรรมดา ดูมีการเคลื่อนไหว เพื่อสร้าง impact ให้กับภาพครับ

ความยากของถ่ายภาพลักษณะนี้อยู่ที่การโฟกัส การใช้ flash และ จังหวะการกด shutter ครับ

เอาเรื่องแรกก่อน การโฟกัสภาพลักษณะนี้ ถ้ากล้องคุณมีความสามารถมากกว่ากล้องปรกติทั่วๆไป เช่น มีระบบ tracking subject ที่เคลื่อนไหวอยู่ หรือ อย่างน้อยมีระบบโฟกัสต่อเนื่อง ก็จะไม่ค่อยปวดหัวครับ การทำงานก็เพียงแต่ โฟกัสที่ subject ไว้ตลอด และ รอ compose งามๆ แล้วค่อยกด ถ้าเป็นกล้องที่มีเฉพาะ single focus หรือ manual focus อันนี้ลำบากหน่อยครับ เพราะ ต้องหาตำแหน่งที่คิดว่าจะถ่าย โฟกัสรอไว้ล่วงหน้าแล้วค่อยถ่ายครับ สำหรับ ระบบ single focus ต้องปิดระบบ AF ไปครับ เพราะ กล้องมักจะโฟกัสไม่ทัน ต้องใช้ manual focus และ โฟกัสดักไว้ก่อน ถึงจะถ่ายภาพแบบนี้ครับ

เรื่องที่ 2 เป็น การใช้ flash
ถ้าเป็นกล้องฟิล์มนี่ปวดหัวเลยครับ ปวดหัวจริงๆนะครับ เพราะ \"ยาก\" มากที่จะคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้น แม้เป็น กล้อง digital ก็ยังหลุดเป็นเรื่องปรกติ เหตุผลคือ ฉากหลังทีเกือบมืดสนิท ทำให้ subject มักได้แสงเกินความจำเป็นเสมอครับ การทำงานของกล้องและ flash บางตัวก็ทำงานได้ไม่ดีนัก ต้องอาศัยกะๆ เดาๆ เอาพอสมควรครับ หลักการที่ต้องคิดไว้ก่อน คือ ถ้าฉากหลังดำสนิท subject จะได้แสงเกินไปมากๆ เพราะกล้องจะพยายามเติม flash ให้ได้เท่าๆกันทั้งภาพ แต่ ฉากหลังซึ่งมีระยะไกลออกไปมาก flash ไม่สามารถ เติมฉากหลังให้พอดีได้ ก็จะพยายามยิง flash ออกไปอีก ซึ่ง subject ของเราอยู่ใกล้กว่า ทำให้รับแสงมากเกินความจำเป็น วิธีการใช้งาน flash คือต้องชดเชยแสง flash ให้ under ลงไป แต่ under เท่าไหร่ ต้องไป test เอาที่่สถานที่จริงครับ เพราะแสงจากฉากหลังจะเป็นตัวกำหนดอีกที :> ภาพนี้ ผมให้ under ไป 3 stop ครับ :D สุดท้ายเกี่ยวกับ flash คงเป็นเรื่องให้เปิด flash เป็น mode slow syns และ ให้เปิดทำงานที่ม่านชัตเตอร์ชุดที่ 2 (ชุดหลัง) เพื่อให้ effect ที่ได้ ดูเหมือนจริงครับ

เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องเกี่ยวกับจังหวะในการ กด shutter
ซึ่งอันนี้บอกกันไมได้ไม่มี ทฤษฏีอะไรทั้งนั้น มีเพียงแต่ กดให้ถูกจังหวะ ตอบสนองให้เร็ว เคลื่อนตัวตามให้เร็ว จัด compose ให้เร็ว :D แล้วถ้าได้ทุกอย่างตามต้องการก็ \"กด\" ครับ แค่นั้น เทคนิดที่สำคัญที่สุดคือการ pan กล้องตาม subject ครับ อันนี้น่าจะเคยลองกัน :D

ว่างๆก็ลองกันดูครับสนุกๆ

ที่มา
http://www.2how.com/board/topic.php?id=20397

ภาพและคำตอบจากคุณ Soranai
ศิลป "ไม่มีถูกไม่มีผิด"
แค่ใช่กับไม่ใช่

Text

  • Global Moderator
  • *****
  • กระทู้: 18688
  • เพศ: ชาย
  • It's out of my controlFlying at the speed of light
  :emo1_0033:สรุปรวมความสั้นๆ เพื่อให้เข้าใจกันง่ายๆสำหรับหลักการถ่ายภาพแนวนี้ก็คือ

- การเตรียมตัวหาข้อมูลเนื้อความหรือเรื่องราวต่างๆประกอบภาพที่เราถ่าย
- ภาพที่ถ่ายต้องเป็นภาพที่เกิดขึ้นจริง ไม่มีการจัดฉาก
- ภาพแนวนี้ควรต้องเล่าเรื่องราวของมันได้ด้วยตัวเอง (ซึ่งตรงนี้ค่อนข้างยาก :emo1_0010:  ที่จะทำได้ในเวลาจำกัด) บางครั้งอาจต้องเฝ้ารอเป็นวันๆ หรือถ่ายรูปเป็นร้อยๆ รูปเพื่อให้ได้รูปที่ใช้ได้เพียงรูปเดียว  :emo1_0004:
ศิลป "ไม่มีถูกไม่มีผิด"
แค่ใช่กับไม่ใช่

Text

  • Global Moderator
  • *****
  • กระทู้: 18688
  • เพศ: ชาย
  • It's out of my controlFlying at the speed of light
ขอบคุณน้าอ๋าที่ได้นำความรู้มาแบ่งปันกันครับ

ขอเติมท้ายนิดนึง (พอดีน้าอ๋าพูดถึงไอดอลผมคนนึง เลยพลาดไม่ได้)

ขออนุญาตินะครับ

 :emo1_0005: :emo1_0005: :emo1_0005:

สำหรับการถ่ายภาพแนวนี้ในความคิดของผม (ผิดถูกอย่างไรไม่รู้นะ) สิ่งสำคัญลำดับแรกเราต้องเตรียมตัวของเราก่อนว่า วันนี้เราจะไปถ่ายอะไร วางแนวคิด และหาข้อมูลประกอบ แล้วจึงค่อยออกไปปฏิบัติการ และเมื่อได้ภาพมาแล้ว การเล่าเรื่อง หรือให้ข้อมูลประกอบภาพ หรือ จะเป็นภาพประกอบข้อมูล  ตรงนี้คืออรรถรส ของการชมภาพในแนวนี้

ลองค้นงานเก่าๆ ของน้า Pookie น้องชายคนเก่งของผมอีกคนหนึ่งซึ่งเราจะเห็นแนวทางของการถ่ายภาพในแนวนี้ได้เป็นอย่างดี ทั้งในการนำเสนอด้วย ภาพ และ บทความที่เตรียมตัวมาเป็นอย่างดีครับ



น้าอ๋าได้ให้ครดิต กับเวปเหล่านั้นแล้วที่น้าอ๋าได้นำข้อมูลมาแชร์ให้เราอ่านกันแล้วนะครับ

ด้วความเคารพครับ


 :emo1_0002:

ศิลป "ไม่มีถูกไม่มีผิด"
แค่ใช่กับไม่ใช่

iGamez

  • ซุปตาร์บ้ามือหมุน
  • ***
  • กระทู้: 9105
  • เพศ: ชาย
  • หล่อ..ล่ำ..ปล้ำง่าย
    • iGamez !!!
ขอบคุณครับน้าชัยที่นำกลับมารวบรวมไว้ให้อีกครั้ง  :emo1_0005:


ขอบคุณน้าอ๋าที่นำบทความดีๆมานำเสนอ  :emo1_0005:


ขอบคุณสารคดีที่มีสารคดีดีๆออกมาตลอด  :emo1_0005:


เป็นแนวที่ผมชอบและอยากจะทำให้ได้หลายๆชุดเลยครับ แต่บางครั้งก็ไม่กล้าพอ  :emo1_0002:
   เออ..อ เลนส์ตรูมันไม่ยาว...ใครๆเค้าก็เมิน เลนส์ตรูสั้นเกิน...ใครๆก็ไม่มอง  :emo1_0033:

KaERu

  • Pom Pom Boy
  • ****
  • กระทู้: 20847
  • เพศ: ชาย
  • Relax
ขอบคุณสำหรับกระทู้ดีๆครับ  :emo1_0002:
A7R2 Zeiss16-35/4 Zeiss55/1.8
OMD-EM1 Olympus 7-14/2.8, 12-40/2.8, 40-150/2.8,Pana25/1.4
Sony QX100

Gamerobot

  • Member
  • **
  • กระทู้: 3574
  • เพศ: ชาย

 




SMF 2.0.7 | SMF © 2011, Simple Machines
SMFAds for Free Forums

Cargo design by DzinerStudio
Fotorelax.com © Copyright 2010  

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.184 วินาที กับ 23 คำสั่ง